[oneshot - YBGD] N Seoul Tower: Jiyong & Me and Sometimes TOP
posted on 23 May 2012 15:56 by popfic in BB-fic-YBGD directory FictionTitle N Seoul Tower: Jiyong & Me and Sometimes TOP
By Pop & Ployniez (beta read by icy)
Pairing YBGD & TOPGD
Rate PG
a/n: เรื่องนี้แต่งอืดๆ มาน๊านนานแล้ว xD ในที่สุด กะจะเข็นให้จบทัีนวันที่ 23 พค. ครบ 2 ปีบล็อค เลยใช้วิธีมัดมือพลอยให้มายัดไส้ให้จบ ใครอ่านแล้วรู้บ้าง ว่าพาร์ทไหนพลอยเขียนพาร์ทไหนเค้าเขียน เพราะจากที่เบต้ารีดเดอร์บอก พลอยเขียนได้เนียนมว๊ากกก 5555+
สุดท้ายยยย :D ขอบคุณทุกคนที่ยังแวะมาอ่านฟิคในบล็อคเค้า ทั้งๆ ที่โคตรดองเลย xD ขอบคุณที่แวะมาคุยเล่นเม้าแตก (หรือแม้แต่ฟาดแส้) อยู่ในเช้าท์บ๊อกซ์ มาแวะเล่นได้ตลอดนะคะ เค้าไม่อยู่ก็เล่นไปเลย เอิ๊กๆๆ บล็อคนี้ก็สองปีเข้าไปแล้ว นานเนอะ ใครเพิ่งผ่านมาเห็นลองขุดๆ ดูค่ะ เค้าเอาฟิคไปหมกไว้ที่โน่นที่นี่เยอะไปหมดแหละ
ขอบคุณจริงๆ นะคะที่อยู่เป็นเพื่อนกัน ^^
ลืมๆ หมายเหตุ ฟิคเรื่องนี้จะไปทำเป็นเวอร์ชั่น ยองเบดาราจียง หมกไว้ใน FC2 นะฮับ ^^
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ยองเบไม่เคยคิดมาก่อน ว่าสถานที่ที่เขาตกหลุมรัก จะเป็นที่งานศพ....
งานศพที่เต็มไปด้วยความเศร้า งานที่เต็มไปด้วยญาิติมิตรและเพื่อนพ้องของชายหนุ่มที่ด่วนจากไปก่อนเวลาอันควร
งานศพ ที่คนรักของชายหนุ่มคนนั้นร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด ร้องไห้ จนเป็นลมไปในที่สุด
“รู้สึกตัวแล้วเหรอ”
ยองเบยื่นผ้าเย็นในคนที่เท้าแขนยันตัวลุกขึ้นนั่งบนที่นอน แม่ของซึงฮยอนให้เขาพาจียงเข้ามาพักในนี้ก่อน เล่นร้องไห้จนเป็นลมไปแบบนั้น คุณแม่ตกใจเกือบทำอะไรไม่ถูก
คนตัวผอมบางหน้าซีดๆ รับผ้าจากเขาไปเช็ดหน้าพร้อมกับพึมพำขอบคุณเบาๆ ดวงตาเรียวเล็กแดงก่ำ จมูกเล็กๆ รั้นๆ นั่นก็ยังแดง อาจจะลอกนิดๆ แล้วด้วยซ้ำ ยองเบเบือนหน้าหนีภาพตรงหน้า จู่ๆ ก็รู้สึกตะขิดตะขวงอย่างประหลาด
ทั้งๆ ที่เขาแทบละสายตาจากคนคนนี้ไม่ได้ตั้งแต่ก้าวเข้ามาในงาน
เขาตกหลุมรักควอนจียงตั้งแต่แรกเห็น
เขาตกหลุมรักแฟนของซึงฮยอน
แฟนของไอ้คุณเพื่อนท็อป ชื่อที่เขาเรียกจนติดปาก ถ้ามันรู้มันคงพังโลงศพออกมาบีบคอเขาแน่ๆ
เสียงสะอื้นทำให้เขาหันกลับไป
เห็นน้ำตาหยดเล็กไหลลงตามร่องแก้ม
“ไม่เอาน่า ท็อปมันคงไม่อยากให้นายร้องไห้แบบนี้หรอก จริงไหม”
คนบนเตียงสะดุ้งหันมา เหมือนจะลืมไปแล้วว่ายังมีเขาอยู่ในห้อง ก่อนจะพยักหน้าแล้วเอาผ้าพยายามเช็ดน้ำตา
ยองเบถอนใจ ก้าวไปคุกเข่าตรงหน้า แล้วแย่งผ้าจากมือเล็กกว่ามาซับหยาดน้ำรสเค็มนั่นออกให้อย่างเบามือ
“ตาช้ำหมดแล้ว” เขาบ่นเบาๆ คนที่เขาเช็ดหน้าอยู่สูดน้ำมูกฟืดใหญ่ เขาเลยหันไปคว้ากล่องกระดาษทิชชู่หัวเตียงส่งให้ ก่อนจะถอยออกไปยืนดู
ควอนจียงสั่งน้ำมูกพรืด ค่อยๆ ช้อนตามองเขาอายๆ ยองเบเพียงแต่ิยิ้มน้อยๆ แล้วส่ายหน้า
“ไปล้างหน้าล้างตาเสียหน่อยไหม เดี๋ยวจะออกไปรับแขกกับคุณน้าต่อหรือเปล่า”
คนบนเตียงส่ายหน้าน้อยๆ
“ฉันอยากอยู่ในนี้มากกว่า คงออกไปไม่ไหวแล้ว” เสียงนั้นเล็ก แหบ และเบา แต่ยองเบว่ามันเพราะกว่าเสียงสะอื้นเป็นไหนๆ
“ฉันยองเบ ทงยองเบ เพื่อนไอ้ท็อปมันตั้งแต่เด็กแล้ว ฉันรู้เรื่องนายเกือบทั้งหมดแหละ เพราะเวลาคุยกันมันพูดถึงแต่นาย” ยองเบแนะนำตัวขำๆ เมื่อสายตาของจียงช้อนขึ้นมองเป็นเชิงถาม
แล้วสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามก็เบิกโต รอยยิ้มแรกที่แทบหยุดลมหายใจของยองเบแย้มออกบนใบหน้ากลมขาว
“ทงยองเบ?”
เขาพยักหน้ารับ เสียงของจียงสดใสขึ้น
“ทงยองเบคนนั้นเองน่ะเหรอ คนที่ไปเรียนอเมริกา ซึงฮยอนเล่าเรื่องนายตลอดเวลาเหมือนกัน”
ยองเบหัวเราะเบา ทั้งที่หัวใจเขากำลังจะเต้นออกมานอกอก
“ไอ้ท็อปนี่ขี้นินทาเนอะ”
“ว่าแต่ ทำไมนายเรียกซึงฮยอนว่าท็อปล่ะ” ควอนจียงขยับเปลี่ยนท่าเป็นนั่งขัดสมาธิแล้วเอียงคอถาม
เขาจะทำยังไงดี จียงน่ารักมาก ทั้งๆ ที่โทรมแบบนี้ แต่ก็ยังน่ารักมาก
“ตอนเด็กๆ น่ะ เราเล่นเป็นแก๊งดับเบิ้ลทีกัน ซึงฮยอนชื่อท็อป”
จียงทำปากเป็นรูปตัวโอเล็กๆ พยักหน้ารับรู้
“ท็อปเหรอ... แล้วนายอ่ะ เป็นทีอะไร”
“แทยัง... ฉันเป็นแทยัง พระอาทิตย์น่ะ”
จียงเอียงคออีกข้าง
“ทำไมถึงเป็นพระอาทิตย์ล่ะ”
ยองเบยักไหล่
“ไม่รู้สิ ไอ้ท็อปบอกว่าหน้าฉันเหมือน”
ยองเบรู้ดี
ว่าถ้าซึงฮยอนยังอยู่ เขาคงไม่ปล่อยใจตัวเองไปกับจียงขนาดนี้ ปล่อย จนหลงรักหัวปักหัวปำขนาดนี้...
เขานั่งอยู่ที่ม้านั่งริมฟุตบาท ขยับนิ้วเลือกเพลงในไอโฟน ก่อนจะเก็บมันลงกระเป๋า หันมองซ้ายขวา คนที่รออยู่ยังไม่มา
ที่นี่ สถานีอังกุก....
เขานึกถึงบทสนทนาเมื่อสองสามวันก่อน
“นี่ ยองเบจะกลับไปอเมริกาเมื่อไหร่อ่ะ”
“ไม่ต้องกลับไปแล้วหละ ฉันเรียนจบแล้ว”
“เอ๋? ก็ซึงฮยอนเคยบอก ว่านายจะอยู่ที่อเมริกา แต่งงานกับแหม่มฝรั่งผมทองอกโต”
จียงหัวเราะคิกคัก ทำให้ยองเบอดหัวเราะตามไม่ได้
“อืม ก็เคยคิดอ่ะนะ แต่ตอนนี้เปลี่ยนแผนแล้ว”
จียงเงียบไป
“ที่โน่นหางานยากน่ะ พอดีกลับมานี่มีคนเรียกไปทำงานเลย แล้วคณน้าชเวก็ไม่ค่อยสบายด้วยไง แม่ฉันเลยบอกให้กลับมาอยู่บ้าน จะได้ช่วยดูแลด้วย”
จียงยังเงียบ หลังจากเขาอธิบายจบ อันที่จริงยองเบจงใจไม่พูดถึงว่า เพราะเขาเจอจียงนั่นแหละ เขาเลยตัดสินใจกลับมาอยู่เกาหลี
“นี่ วันเสาร์นี้ว่างหรือเปล่าน่ะ” เสียงที่เปลี่ยนเป็นอ้อนทำให้เขายิ้ม
“ไปเป็นเพื่อนกันวันนึงสิ” อ้อนนิดๆ แบบนี้ทำเอายองเบปฏิเสธไม่ได้
“เป็นวันครบรอบของฉันกับซึงฮยอนน่ะ อยากไปที่ที่เคยไปด้วยกัน แต่ไม่อยากไปคนเดียว ต้องร้องไห้แน่ๆ เลยอ่ะ”
ปฏิเสธไม่ลงทั้งที่เจ็บจนตัวชา
แล้วยองเบก็ได้มาเดทกับจียงแบบ.... จียงเดทกับซึงฮยอนในความทรงจำมีเขามาเป็นเพื่อน อะไรแบบนั้นล่ะมั้ง
หนุ่มร่างหนายิ้มขื่น เขามองนาฬิกาในสถานนี จียงนัดเขา 10 โมง แต่เขามาก่อน ขอตั้งหลัก ขอเวลาทำใจนิด
ท็อปมันเคยเล่าให้เขาฟังบ่อยๆ เรื่องของแฟนมันที่ชื่อควอนจียงเนี่ย
น่ารักอย่างโง้น น่ารักยังงี้ นิสัยปากร้ายใจดี ขี้เขินขี้อายด้วย
จนกระทั่งมันเริ่มป่วย
“ยองเบอา... ถ้ากูเป็นอะไรไป ฝากดูจียงด้วยนะ”
เขาจำได้ว่าด่ามันไป ตอนนั้นเขายังเรียนอยู่อเมริกา เขาด่ามันให้รีบๆ หาย ของแบบนี้ใครเขาฝากกัน
แต่มันก็ไม่รีบหาย มันเสือกรีบตาย
รีบตายไปทั้งๆ ที่เขายังไม่ได้รับปากจะดูแลจียงให้มันเลยด้วยซ้ำ
“ไอ้ท็อป ถ้ากูมารับฝากตอนนี้ยังทันมั้ยวะ จียงแม่งโคตรน่ารักเลยอ่ะ ตอนที่ฟังมึงเล่าก็ว่าน่ารักดี แต่ไม่นึกว่าตัวจริงจะน่ารักขนาดนี้”
ยองเบส่ายหัว เขาพูดคนเดียวแล้วเหรอเนี่ย
“นี่” เสียงเรียกตรงหน้าทำให้ยองเบสะดุ้งหลุดจากภวังค์ เขาดึงหูฟังออกแล้วยิ้มเจื่อนให้คนตัวผอม
“เรียกตั้งนาน ไม่ได้ยิน ฟังเพลงเพลินเลยนะ” จียงอมลมแก้มป่อง แบบที่ยองเบเห็นว่ามันน่ารักอีกแล้ว
“โทษทีๆ เพลินไปหน่อย” เขาเก็บหูฟังพร้อมกับลุกขึ้นยืน
“เราจะไปไหนกันล่ะ” จียงไม่ตอบ เพียงแต่ยิ้มแล้วออกเดิน
“นายรู้จักแถวนี้มั้ยล่ะ” ยองเบส่ายหน้า ถึงจะอยู่โซลแต่เขาก็ไม่เคยมาแถวนี้เลย
“แถวเนี้ย ร้านน่ารักเต็มเลยนะ” คนที่เดินนำอยู่หันมาบอกก่อนจะหมุนตัวกลับไปเดินต่อ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เงยหน้าชมวิวไปเรื่อยๆ
ยองเบเดินตามเงียบๆ เขามองแผ่นหลังของจียง ไหล่ที่กว้างแต่บอบบาง เอวเล็กๆ กับเรียวขายาว เขารู้สึกมองเท่าไหร่ก็ไม่เบื่อ
แย่แล้วนะ ยองเบเอ๊ย แย่แล้วนะ
“ที่นี่แหละ” จู่ๆ ร่างบางก็หยุด จนยองเบที่เดินตามมาเพลินๆ เกือบจะชน ใบหน้ากลมใสหันมายิ้มให้ นิ้วเล็กชี้ไปที่ร้านไอครีมเล็กๆ ตกแต่งน่ารัก
“ที่นี่แหละ ที่ซึงฮยอนพาฉันมาเดทแรก” ยองเบเลิกคิ้วสูง แต่ไม่พูดอะไร เพียงแต่ตามจียงเข้าไปในร้าน
“ลาเต้ร้อนครับ” ยองเบเลิกคิ้วอีกรอบ จียงมาร้านไอติมแต่สั่งกาแฟ
“เอาอะไรอ่ะยองเบ” คนตัวหนากวาดตาดูเมนูครู่หนึ่งก่อนจะสั่ง
“พุดดิ้งอะลาโมด” ยองเบสั่งอะไรบางอย่างที่ชื่อเป็นภาษาฝรั่งเศสและหน้าตาดูน่ากินไป พนักงานสาวจดยิกๆ รับออร์เดอร์อย่างสุภาพแล้วจากไป
“ยิ้มอะไรของนาย” เขาถามงงๆ เมื่อเหลือบขึ้นเห็นจียงนั่งยิ้มมองมา
“นายสั่งถ้วยใหญ่เลยนะ ชอบของหวานเหรอ” ยองเบส่ายหน้า
“ไม่ได้ชอบเป็นพิเศษหรอก แต่ก็กินได้ ฉันน่ะ เป็นคนกินอะไรก็อร่อยไปหมดนั่นแหละ” แล้วเขาก็เลิกคิ้วถามจียงบ้าง
“แล้วนายไม่สั่งไอติมเหรอ” รอยยิ้มของจียงเจือจางลง
“ฉันไม่ชอบของหวานน่ะ” ยองเบหัวเราะ
“เอ้า ไม่ชอบของหวานแล้วเข้าร้านไอติมทำไมเนี่ย” แต่คำตอบของจียงทำให้เสียงหัวเราะนั้นแหบแห้งหายไป
“ร้านนี้เป็นร้านที่ซึงฮยอนขอเป็นแฟนน่ะ หมอนั่นไม่รู้ว่าฉันไม่ชอบของหวานด้วยซ้ำ ยังมีหน้ามาขอเป็นแฟน” คนตอบย่นจมูกน้อยๆ แต่ดวงตาเคลิ้มฝัน รอยยิ้มอ่อนแต่งแต้มริมฝีปาก ยองเบจ้องมองรอยยิ้มนั้นอย่างปวดใจ
“อา... ไอติมนี่ของโปรดท็อปมันเลย” เขาพึมพำเบาๆ จียงยิ่งหัวเราะ
“ใช่มั้ยล่ะ คนบ้าอะไร จะจีบเค้าแต่ดันพาเข้าร้านโปรดตัวเอง” ดวงตาเล็กยิบหยีด้วยรอยยิ้มที่คลี่กว้าง
“สมกับเป็นมันจริงๆ...” ยองเบพยายามยิ้มแต่ก็ยากเต็มทน
“แล้วจริงๆ นายชอบกินอะไรล่ะ” เขาเปลี่ยนเรื่องพูดหลังจากพนักงานยกขนมหวานถ้วยใหญ่มาตั้งตรงหน้า
“อืมมม อาหารทะเลละมั้ง” คนน่ารักยกกาแฟขึ้นจิบ
“งั้นคราวหน้าไปกินอาหารทะเลกัน ฉันรู้จักร้านอร่อยอยู่ร้านนึง” ยองเบชวน
“อื้ม ก็ว่าจะชวนนายอยู่เหมือนกันแหละ” คำตอบยิ้มๆ จากคนนั่งตรงข้ามทำให้ยองเบหัวใจพองฟู
แต่แล้วก็ต้องแฟ่บลงอย่างน่าสงสาร
“แต่เป็นเดือนหน้านะ เพราะซึงฮยอนพาฉันไปเดทแก้ตัวที่ร้านอาหารทะเลน่ะ”
‘ยองเบ กูไปเดทมาแล้วว่ะ’ เสียงงี๊ดง๊าดเหมือนลูกหมาดีใจของซึงฮยอนลอดมาตามสายทำเอายองเบตื่นเต็มตา
‘เหรอ’ ยองเบเปิดปากหาวแล้วรวมสติเพราะดูปลายสายจะไม่ยอมวางง่ายๆ ‘เป็นไงมั่ง แฟนมึงน่ารักไหม’
‘น่ารักมากเลยว่ะ จียงนะ น่ารักเป็นบ้าเลย กูเพิ่งรู้เนี่ยว่าเขาไม่ชอบของหวานตอนที่สั่งไอติมมาให้ถ้วยเบ้อเริ่ม’
‘แล้วแฟนมึงไม่ด่าเอาเหรอ’
‘ไม่ว่ะ จียงแค่นั่งเท้าคางมองกูกินไอติมอ่ะ มีความสุขชะมัดเลยว่ะ’
‘เออ มีความสุขก็ดี แต่เผื่อมึงจะไม่รู้ตัวนะไอ้คุณท๊อป มึงนี่มันมารความสุขสุดๆ เลยว่ะ’
‘ทำไมวะ’
‘ก็โทรมาดูเวลามั่งดิวะ อเมริกามันตีสองนะเว่ย มาทำเสียงเคลิ้มฝัน ชมแฟนมึงน่ารักงั้นงี๊ เกิดดกูฝันถึงแฟนมึงขึ้นมาจะทำไงวะ’
‘กูจะบินไปเตะมึงถึงอเมริกาเลยคอยดู ไอ้ยองเบ’
แล้วว่าที่คนในฝันของยองเบก็มานั่งยิ้มแฉ่งอยู่ตรงหน้า จียงใส่เสื้อผ้าฝ้ายสีขาวแขนยาวบางๆ เหมือนไปทะเล และดูน่ารักมากๆ ในสายตาของยองเบ
“กินนี่ซิ อร่อยมากเลย” จียงตักก้ามปูเนื้อแน่นก้ามโตผัดกับซอสพริกรสจัดจ้านลงในจาน “ลองชิมดู นายต้องชอบแน่ๆ เลย ซึงฮยอนก็ชอบมากๆ เหมือนกัน”
รอยยิ้มสดใสของยองเบหมองลงตอนได้ยินชื่อเพื่อนออกจากปากของจียง ทั้งที่รู้ดีว่าไม่ควรรู้สึกใจแป้ว แต่มันก็อดไม่ได้จริงๆ เหมือนจียงจะหน้าเจื่อนลงด้วย ยองเบเลยหัวเราะแหะๆ ก่อนจะทำไม่รู้ไม่ชี้ตักปูผัดเข้าปาก
“เผ็ดอ่ะ”
ยองเบทำหน้าปูเลี่ยนแถมลิ้นห้อย ทั้งปาก ทั้งแก้มแดงไปหมด แต่ถ้าจะให้เผ็ดแค่นี้ก็ไม่เป็นไรเลยเพราะตอนนี้จียงกำลังหัวเราะ ร่างบางขำท่าทางเผ็ดของเขาจนน้ำตาเล็ด
"นี่มันเผ็ดขนาดนั้นเลยเหรอ’ มือบางปาดน้ำตาแล้วรินน้ำใส่แก้วให้ยองเบ ‘ขอโทษน้า ก็ฉันไม่รู้นี่นาว่านายกินเผ็ดไม่ได้’
‘ไม่เป็นไรหรอก ฉันไปอยู่อเมริกามาหลายปี เลยติดกินอาหารรสไม่จัด’
‘อา...’ จียงทำตาแป๋วเอามือเท้าคาง ‘เรื่องนี้นายไม่เหมือนซึงฮยอนแฮะ เพราะซึงฮยอนชอบกินเผ็ด’
‘เหมือนนายก็ชอบกินเผ็ดนี่’
‘อ่า...ก็ชอบ แต่ถ้าไม่เผ็ดมากก็ดีกว่านะ’
‘พูดจริงเหรอ หรือแค่อยากเอาใจฉัน’
ยองเบถามกลับอย่างรวดเร็วแล้วรู้สึกเหมือนหัวใจที่เต้นตุบๆ ในอกตอนนี้พองโตเป็นลูกโป่ง แล้วรู้สึกว่าตัวจะลอยได้ตอนที่จียงพยักหน้ารับแล้วกัดปากน้อยๆ ก่อนจะเสมองไปทางอื่น
‘ยองเบ มึงรู้ไหม เวลาจียงเขิน เขาชอบกัดปากตัวเองแล้วไม่สบตากูว่ะ’
ทงยองเบรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงไอ้คุณเพื่อนท๊อปมากระซิบถึงความน่ารักของควอนจียงอยู่ข้างหู ตอนนี้ยองเบไม่คิดจะปิดบังความรู้สึกตัวเองแล้ว เพราะถึงจะปิดก็ปิดไม่มิด ถึงจะไม่เห็นว่าสายตาที่ตัวเองมองจียงเป็นแบบไหน แต่ยองเบเชื่อว่าจียงคงจะรู้
เพราะรอยเลือดฝาดแดงเรื่อบนสองแก้มของจียงเป็นเครื่องยืนยันในเรื่องนี้
วันนี้อากาศบนยอด N Seoul Tower กำลังสบาย แม้ว่าจะมีลมหนาวๆ พัดมาให้ต้องห่อไหล่เป็นระยะๆ ยองเบยืนเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงตอนที่จียงนั่งยองๆ ตั้งใจหากุญแจของตัวเองที่เคยมาคล้องไว้กับซึงฮยอน
ตาเรียวของยองเบมองแม่กุญแจนับพันที่คล้องไว้กับราวระเบียงของหอคอยนี้ และนึกสงสัยในใจว่า เจ้าของแม่กุญแจพวกนี้จะยังรักกันมั่นคง เหมือนกับแม่กุญแจที่คล้องอยู่ตอนนี้ไหม
‘เจอแล้ว’
เสียงจียงอุทานเบาๆ ทำให้ยองเบต้องเดินเข้าไปใกล้ ฝ่ามือบอบบางของจียงประคองแม่กุญแจสีทองดอกไม่ใหญ่มากไว้ในมือ เนื้อเหล็กบางส่วนขึ้นสนิมเพราะความชื้นในอากาศ แม้แต่ตัวหนังสือที่ใช้ปากกากันน้ำเขียนชื่อซึงฮยอนกับจียงก็เริ่มจะจางลง
‘เสียดายจัง ขึ้นสนิมหมดแล้ว’ ยองเบยืนมองจียงพูดแจ้วๆ จากด้านหลัง ‘ฉันบอกซึงฮยอนว่าให้ซื้อแบบที่เป็นสแตนเลสจะได้ไม่ขึ้นสนิม แต่หมอนั่นงกบอกว่าซื้อแบบเหล็กนี่ก็ได้’
จียงยืนขึ้นแล้วหันหน้ามาหายองเบที่ยืนอยู่ด้านหลัง แม้จะมีรอยยิ้มบนใบหน้าตาดวงกลับเศร้าสร้อยเสียจนยองเบเห็นหยดน้ำใสๆ วิบวับในตาคู่นั้น
‘ซึงฮยอนบอกว่าถ้ามันขึ้นสนิมแล้วค่อยซื้อกุญแจมาคล้องใหม่ก็ได้ แต่คงจะเป็นไม่ได้แล้วล่ะเนอะ’
“ฉันจะพยายาม” จู่ๆ ยองเบก็พูดขึ้น จียงเอียงหน้ามองอย่างงงๆ
“ดูแลนายให้ดีที่สุดไง” เขาหันมาบอกด้วยรอยยิ้ม แต่จียงไม่ได้ยิ้มไปด้วย
“ถ้าซึงฮยอนขอนายไว้ล่ะก็...นายไม่ต้อง...”
“หมอนั่นไม่ทันได้ขอหรอก” ยองเบขัดขึ้น
“ถึงขอหรือไม่ขอ ฉันก็อยากดูแลนายอยู่ดีนั่นแหละ” ยองเบหยุด จียงหยุดตาม เขาจ้องหน้าจียงด้วยสายตาเอาจริง
“นายเข้าใจใช่ไหม” คนตัวบางนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะหลบตา แล้วพยักหน้า
ยองเบยิ้ม ไม่เป็นไร ยังไม่ต้องตอนนี้
“อื้ม เอาหละ งั้นกลับลงไปกันเถอะ นายอยากไปไหนต่อป่ะ” จียงส่ายหน้า ทั้งสองเดินไปที่ลิฟท์ ในห้องโดยสารสี่เหลี่ยมมีเพียงพวกเขาสองคน ขณะที่รอให้ไฟตัวเลขเลื่อนชั้นต่ำลงเรื่อยๆ ยองเบก็พูดต่อ
“จียงอา... ฉันหวังเหลือเกินว่านี่คงไม่ใช่ครั้งสุดท้ายที่นายมาที่นี่กับฉัน...”
เขาเหลือบมองคนข้างตัวที่ยังก้มหน้านิ่ง
เอาวะ ถ้าจะแห้วก็ปล่อยให้มันแห้ว ไม่ลองรุกคงไม่รู้
“คราวหน้า.... ฉันหวังว่าจะได้มาคล้องกุญแจกับนายบ้างนะ”
ตัวเลขกระพริบวาบมาถึงชั้นทางออก ประตูเหล็กสองชั้นแยกออกจากกันช้าๆ แต่ทั้งสองยังยืนนิ่ง
ยองเบตัดสินใจเดินนำออกไปก่อน หัวเขาหวิวๆ เบาๆ หัวใจก็เหมือนจะหาย ตกไปอยู่แถวๆ ข้อเท้า
เขาอาจจะเสียจียงไปวันนี้
หนุ่มหล่อร่างเล็กบิดยิ้มขื่น ตอนที่รู้สึกถึงใครอีกคนเดินมาเคียงข้าง
“ก่อนกลับแวะซื้อของกินที่ซุปเปอร์ด้วยได้มั้ย ของสดหมดห้องง่ะ....”
จียงยังก้มหน้าไม่สบตาเขา แก้มใสซับสีระเรื่อเล็กน้อย ยองเบคิดว่านั่นเป็นสัญญาณที่ดี
“เอาสิ ที่ซุปเปอร์เดิมนะ” จียงพยักหน้าอีก และทั้งสองออกเดินไปที่ลานจอดรถด้วยกันเงียบๆ
เงียบ และปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เหมือนยองเบไม่ได้พูดอะไรออกไป
และถึงแม้ยองเบจะยังบอกไม่ได้ว่ามันคืออะไร จียงคิดยังไง เขาก็ตัดสินใจปล่อยมันผ่านไป
เวลา...จะตอบเขาเอง
เวลาที่เขาอยู่กับจียง จะเป็นเครื่องตัดสิน
แต่ยังไงก็......
“ไอ้ท็อป กูเซ่นไอติมมึงสามถังเลย ช่วยกูด้วยยยย” >_____<
fin