[oneshot - TEDTOP] You're My Special - Be My...

posted on 28 Sep 2011 21:03 by popfic in BB-fic-YouAreMy
Title        You're My Special - Be My... -
By           pop
Pairing    TEDTOP
Rate       PG15
Status    oneshot, complete
 
Warning   Ficmonotone และ.... มันย๊าววววว T_T เค้าแอบขี้เกียจตัดแบ่งโพสทีละตอนอ่ะ เพราะน้อง exteen ก็ยังผีเข้าผีออกอยู่ ตะกี๊ก็กินโพสเค้าไปอ่ะ ขอโทษนะคะ ถ้าตัวหนังสือมันเยอะเกิ๊น 
 
มาเสี่ยงเอดิดอีกซักรอบ หวังว่าน้องเอ็กคงไม่กินโพสเค้า 
 
เรื่องนี้เกิดจากการฟังเพลงนี้ค่ะ  (^_^)  Gabe Bondoc - Life Love Everything  
 
++++++++++++++++++++++++++
 
 
 
 
เขาไม่ชอบการต่อสู้ แต่มันช่วยไม่ได้ที่เขาต่อสู้เป็น

เขาไม่ได้อยากเรียนเก่ง ทั้งๆ ที่โดดเรียนก็แล้ว หลับในห้องก็แล้ว แต่ก็ยังทำข้อสอบได้อยู่ดี

เขาไม่ได้อยากรวย ไม่ เขาไม่ได้รวย พ่อของเขาต่างหากที่รวย

เขาไม่ได้อยากมีอิทธิพล นี่ก็เหมือนกัน ช่วยไม่ได้ ที่พ่อเขาเป็นผู้มีิบารมีที่ใครๆ ก็ํเกรงใจ

เขาไม่ได้อยากหน้าตาดี รำคาญพวกผู้หญิงที่เข้าหาเพราะหน้าตาของเขาจนอยากจะเอามีดกรีดซะให้รู้แล้วรู้รอด แต่เพราะเป็นคนกลัวของมีคมก็เลยทำไม่ได้ซักที เฮ้อ...


เขาเบื่อ... เบื่อๆๆๆ ผู้คนรอบตัวที่เข้าหาเขาจากสิ่งภายนอกที่ไม่ใช่ตัวเขา


คนเหล่านั้นที่เรียกตัวเองว่าเพื่อน พี่ แฟน ไม่มีใครรู้จักเขาซักคน ไม่มีใครอยากรู้จักตัวตนของเขาซักคน ทุกคนต้องการแค่ ชเวซึงฮยอน แต่ไม่เคยรู้เลยว่า ชเวซึงฮยอน น่ะเป็นใคร ไม่ต้องพูดไปถึงว่าคิดอะไรหรอก แค่ชอบกินอะไร ชอบทำอะไร หรือแม้แต่ชอบสีอะไรยังไม่เคยสนใจจะรู้เลย

พวกนั้นแค่คิดว่า คนอย่างชเวซึงฮยอน น่าจะชอบแต่งตัวแบบไหน น่าจะชอบกินอะไร น่าจะชอบไปเที่ยวที่ไหน น่าจะชอบทำตัวยังไง

เขาเบื่อ เบื่อที่คนพวกนั้นชอบคิดแทนเขา เพราะหน้าตาฐานะเขาเป็นแบบที่พวกนั้นเรียกว่า “ในฝัน” เขาก็เลยต้องเหมือนคน “ในฝัน” ของพวกนั้นด้วยอย่างงั้นเหรอ “ฝันไปก่อนเหอะ” ไม่เอาด้วยหรอก



ชเวซึงฮยอนเป็นเด็กมีปัญหา...



ทั้งๆ ที่เด็กชายที่มีชีวิตเพียบพร้อมแบบเขา ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรเลย เขามีคุณแม่ที่งดงามอ่อนหวาน และคุณพ่อที่ร่ำรวยมีอิทธิพล มีผู้คนมากมายแวดล้อมตัวเขามาตั้งแต่เล็ก คอยรับใช้ และทำอะไรต่างๆ ให้

ชเวซึงฮยอนเป็นคุณชาย เป็นบุตรชายคนเล็กของนักธุรกิจและเจ้าของที่ดินผู้มั่งคั่ง เป็นเด็กชายที่หล่อเหลาและหัวดีกีฬาเด่น เป็นคุณชายน้อยที่มีทุกอย่างที่เด็กในโลกนี้ต้องการ

แต่เขามีปัญหา...

เพราะเขาไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่านั้นเลย







เขาเิิริ่มทำตัวกบฏเมื่อขึ้นม.ต้น

โดดเรียน ทำผมผิดระเบียบ มีเรื่องชกต่อย เปลี่ยนแฟนไม่เลือกหน้า ไม่สนใจครู....

เขาคิดว่าการเรียกร้องความสนใจแบบเด็กๆ จะทำให้อะไรมันต่างออกไปบ้าง

กลายเป็นว่า...ชเวซึงฮยอนเป็นคุณหนูนิสัยเอาแต่ใจ...

และผู้คนยิ่งรายล้อมเขามากยิ่งขึ้น

ทำให้เขาเบื่อ เบื่อ และเบื่อออออ มากยิ่งขึ้น

พอขึ้นชั้นมัธยมสาม ชเวซึงฮยอนก็ไม่เข้าเรียนอีกเลย....

เขานั่งรถของที่บ้านไปโรงเรียนในตอนเช้า แล้วสายๆ ก็ออกจากโรงเรียนทางประตูหลังบ้าง ปีนรั้วออกไปบ้าง มีคนหลายคนที่พยายามตามเขาไป อยากเป็นลูกน้อง อยากให้เขาเป็นลูกพี่

แต่เขาไม่ชอบ เขาไม่อยากเป็น และเด็กหนุ่มอายุ 15 ก็เริ่มรู้แล้วว่าจะทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการยังไง




ชเวซึงฮยอนกลายเป็นคนโดดเดี่ยว เขาไม่คบเพื่อน ไม่มีแฟน ไม่สนใจใคร ดูน่ากลัวจนไม่มีใครกล้าเข้าใกล้

แต่เขามีความสุขที่ีสุดตั้งแต่เกิดมา....





ทุกวัน ซึงฮยอนจะออกไปเที่ยวเล่นในเมือง เดินไปเรื่อยๆ ตามถนนที่ตัดผ่านบ้านเรือน เขาเปลี่ยนชุดนักเรียนเป็นชุดไพรเวท แล้วนั่งรถออกไปนอกเมือง เขาไม่พูดอะไรกับใคร ทำให้คนคิดว่าเขาเป็นใบ้ บางทีก็ไปช่วยงานที่ร้านขายของบ้าง ที่ท้องนาหรือไร่ผักบ้าง ได้ค่าขนมบ้าง ได้ขนมกินบ้าง ได้ของเล่นบ้าง ผู้คนเหล่านั้นไม่รู้จักเขา และคิดว่าเขาเป็นแค่เด็กเร่ร่อนที่เป็นใบ้ มาของานทำเท่านั้น

คุณชายน้อยในคราบเด็กใบ้เร่ร่อน ยิ้มมากกว้่างกว่าใครๆ วิ่งเล่นในท้องนากับหมาของชาวนาอย่างสนุกสนาน เป็นเด็กน่ารักที่ทุกคนรัก ถึงจะไม่มีใครรู้ว่าเด็กคนนี้มาจากไหน แต่คุณตาคุณยายทั้งหลายก็เอ็นดูเจ้าตัวโตหน้าดุแต่ยิ้มเก่งราวกับหลานชายแท้ๆ

และแน่นอน ชเวซึงฮยอนที่เล่นจนตัวมอมมีความสุขที่สุด

แต่ก็เป็นความสุขที่เขาต้องพับเก็บใส่กระเป๋าเมื่อถึงคราวต้องกลับบ้าน

บ้าน.... ที่กลับไปก็ไม่มีใครรออยู่
บ้าน.... ที่มีแต่ผู้คนที่ไม่รู้จักเขารายล้อมอยู่รอบตัว

แต่เพราะชเวซึงฮยอนเป็นเด็กจิตใจอ่อนโยน ไม่ว่าเขาจะเหงาแค่ไหน โดดเดี่ยวแค่ไหน เขาก็ไม่เคยกล่าวโทษพ่อกับแม่ของตัวเอง เขารักพวกท่านเท่าที่ลูกคนหนึ่งจะรักได้ เขามองไปรอบตัว เด็กหลายคนก็มีปัญหาแบบเดียวกับเขา เหงาแบบเดียวกับเขา อาจจะมาจากสาเหตุต่างๆ กัน และแต่ละคน ก็มีวิธีแก้ปัญหาของตัวเองต่างกันด้วย

ชเวซึงฮยอนเป็นเด็กฉลาด... ไม่ว่าเขาจะเบื่อ หรือบางทีถึงขั้นโกรธและเกลียดสังคมรอบตัวแค่ไหน เขาไม่เคยเลือกวิธีที่จะทำลายชีวิตของตัวเอง...






“ชเวซึงฮยอน... ไม่มาอีกล่ะสิ...

เสียงครูประจำชั้นต้องชะงักเมื่อมือขาวๆ ข้างหนึ่งยกขึ้นจากที่นั่งริมหน้าต่างหลังห้อง

“อ่าว มาเหรอ... พอดีเลยนะ ขาดเรียนอีกครั้งเดียวเธอหมดสิทธิสอบแน่ๆ”

ครูพูดอย่างไร้อารมณ์ในขณะที่เพื่อนในห้องหลายคนที่ไม่ทันสังเกตเห็นเขาทีแรกหันมามองพลางซุบซิบกันอย่างออกรส

ซึงฮยอนแค่นยิ้ม ก็เพราะจะหมดสิทธิ์สอบเนี่ยแหละ เขาถึงมา เขาไม่อยากเรียนอีกแล้ว รีบๆ สอบให้มันจบๆ ไปเลยดีกว่า เบื่อจะแย่

ไม่เรียนเขาก็สอบได้ เพราะเขาอ่านหนังสือ เขาไม่ได้ไปเรียนพิเศษ ถึงแม้จะลงเรียนไว้ แต่ที่บ้านไม่เคยรู้ ไม่เคยมีใครสนใจอะไรตราบเท่าที่เขาเอาสมุดพกที่เกรดสวยหรูไปให้ดู

ซึงฮยอนนั่งเรียนอย่างเงียบๆ ชีวิตปีสุดท้ายของม.ต้นกำลังจะจบลง เขาต้องทนกับม.ปลายอีกสามปี เขาหวังว่าโรงเรียนใหม่จะดีกว่าโรงเรียนนี้.... แค่นิดหน่อยก็ยังดี...







โรงเรียนม.ปลายดูไม่ต่างจากโรงเรียนม.ต้นในสายตาของเด็กหนุ่มผิวขาว ที่ตอนนี้สูงขึ้น และหล่อเหลาคมคายขึ้นกว่าเดิม

แน่นอน เขาโดดเด่นตั้งแต่วันแรกที่เข้าเรียน เพราะรถเมอร์เซเดสสีครีมคันหรูที่จอดส่งด้านหน้า  มารดาคนงามที่เปิดกระจกมายิ้มและโบกมือให้ และการที่เขาโค้งอำลาอย่างสุภาพ ดูดีไม่มีที่ติ เขารู้สึกถึงสายตาที่จับจ้อง ทั้งชื่นชม สงสัยใคร่รู้ และ... หมั่นไส้หมายหัว ตั้งแต่ยังไม่ถึงห้องเรียน

ซึงฮยอนแค่นยิ้ม.... ดูเหมือนจะไม่ต่างกับที่เก่าเลยสินะ...

จิตใจของเด็กหนุ่มล่องลอยออกไปนอกหน้าต่าง ลอยหายไปทางภูเขา ลอยหนีไปจากโลกที่เขาไม่อยากอยู่ คิดถึงกลิ่นดอกไม้ ใบไม้ และผลไม้ในไร่ เขาคิดถึงลำธารที่มีหิมะละลายไหลลงมาเป็นสาย คิดถึงดอกไม้ป่ากลีบบาง และผักภูเขาชุบแป้งทอดแสนอร่อยที่คุณยายคงทำให้กินตอนไปช่วยงาน

ซึงฮยอนหลบออกจากห้องทันทีที่เสียงกริ่งพักเที่ยงดังขึ้น เขาไม่อยากพูดกับใคร ไม่ยอมรั้งรอจนมีคนมาทัก เขาเห็นผู้หญิงหลายคนมองเขาอย่างหมายหัว และนั่นมันน่าขนลุก

เด็กหนุ่มมองไปรอบตัวก่อนจะทรุดลงนั่งหลังพุ่มไม้ ในมุมสวนหย่อมนี้ ไม่มีใครสนใจจะเข้ามา เด็กวัยรุ่นเป็นพวกต้องการเพื่อน ต้องการมีสังคม พวกนั้นพากันจับกลุ่ม ทำความรู้จักและพูดคุย ไม่มีใครปลีกตัวออกมาเหมือนเขา ซึงฮยอนถอนใจแรงๆ ทีหนึ่ง ก่อนจะหยิบกล่องข้าวออกมาเปิด อืมมม ไข่หวาน ไส้กรอก ของเด็กๆ ทั้งนั้น แต่เขาก็ชอบ

เด็กหนุ่มกำลังจะคีบไข่หวานเข้าปาก เมื่อตะเกียบลึกลับจิ้มมันไปจากกล่องของเขาหน้าตาเฉย

เขาอ้าปากค้าง เงยหน้ามองตามชิ้นไข่หวานของตัวเองที่ลอยสูงขึ้น แล้วหายไปในปากของเด็กหนุ่มตัวผอมสูงผิวขาวที่มีดวงตาเรียวยาวคนหนึ่ง

เขาอ้าปากค้าง มองเด็กหนุ่มคนนั้นเคี้ยวมันตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย

เขายังอ้าปากค้าง เมื่อเด็กหนุ่มคนนั้นก้มลงมองเขาโดยไม่พูดอะไร

ดวงตาเรียวยาวที่มองมาสบไม่มีแววอะไรอื่น มันเรียบ นิ่ง ไม่มีแววหาเรื่อง ซึงฮยอนมองดีๆ ก็รู้ว่าหมอนี่เป็นรุ่นพี่ เขายังงงอยู่ ตอนที่หัวขโมยไข่หวานก้าวข้ามพุ่มไม้มาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ แล้วยื่นกล่องข้าวของตัวเองมาตรงหน้าเขา

เด็กหนุ่มก้มลงมองอย่างงงๆ

“แลกกัน เอาเผือกไป” เสียงทุ้มๆ เอ่ยขึ้น ราบเรียบ นิ่งสนิท เหมือนการขโมยไข่หวานเป็นสิ่งธรรมดาสามัญที่สุดในสามโลก (ไม่ ไม่จริง นั่นไข่หวานเชียวนะ ไข่หวาน)  

ซึงฮยอนมองดูเผือกต้มเค็มในกล่องข้าวของรุ่นพี่ แล้วจิ้มมันไปลูกหนึ่ง เขามองเจ้าเผือกกลมๆ ก่อนจะส่งเข้าปากเคี้ยว

อร่อยดีแฮะ...  

เขาหันมองคนข้างๆ หนุ่มรุ่นพี่ไม่พูดอะไร ค่อยๆ กินอาหารในกล่องของตัวเองต่อไปเงียบๆ

น่าแปลก ที่ซึงฮยอนไม่รู้สึกอึดอัด อยู่กับคนคนนี้เขารู้สึกเหมือนอยู่กับคุณตาคุณยายที่บ้านนอก ความรู้สึกที่ไม่มีอะไรแอบแฝง ความรู้สึกที่.... ปลอดภัย...

ในที่สุด เด็กหนุ่มก็ก้มลงกินอาหารในกล่องของตัวเอง

ไหล่ของเขากระทบกับรุ่นพี่ที่นั่งอยู่เคียงข้าง แต่ไม่มีใครพูดอะไรกันอีก แต่ความเงียบระหว่างทั้งสองราวกับบทสนทนาที่แสนวิเศษ








ซึงฮยอนโดดเรียนในสัปดาห์ที่สอง

เขาหนีไปหาคุณตาคุณยายคุณลุงคุณป้า ไปเล่นกับหมา และไปเก็บหน่อไม้บนเขา

เขากลับมาในสัปดาห์ที่สาม เข้าเรียนไปสองคาบ แล้วหนีไปเดินเล่นในเมือง เขาจะหาซื้อกระเป๋าน้ำร้อนไปให้คุณป้า....

เด็กหนุ่มเปลี่ยนชุดแล้วไปเดินเล่นในย่านการค้า เขาเดินเลยไปเรื่อยๆ จนไปถึงย่านหนึ่งที่ไม่เคยเดินเข้าไปก่อน เวลากลางวันแบบนี้ ร้านที่เป็นผับบาร์ปิดเงียบ แต่ร้านขายอาหารมีคนเต็มแน่นไปหมด เด็กหนุ่มดึงหมวกให้ปิดใบหน้ามากขึ้น แล้วหันกลับ ถึงเขาจะเป็นเด็กเกเรียน ก็ไม่เคยชอบพวกเกมส์เซ็นเตอร์ แต่ขายาวกลับต้องชะงัก... ชเวซึงฮยอนเข้าเกียร์ถอยหลัง... ในตู้กระจกนั่น บางสิ่งกำลังยิ้มให้เขา

ใคร อะไร ทำไม.... ??

มือขาวแปะลงบนกระจกใส เขามองดูวัตถุหลากสีในตู้นั้นอย่างหลงใหล

นี่มันอะไร เจ้าสิ่งนี้ มันเกิดมาเพื่อเขาอย่างนั้นหรือ หรือว่าเป็นเขาที่เกิดมาเพื่อมัน

เด็กหนุ่มพุ่งตัวเข้าไปในร้านขายฟิคเกอร์อย่างไม่ลังเล และใช้เวลาตลอดบ่ายอยู่ในร้านนั้น กระเป๋าน้ำร้อนของคุณป้า พรุ่งนี้เขาจะแวะซื้อที่สถานี






ตอนนี้ซึงฮยอนมีเพื่อนแล้ว เพื่อนจริงๆ เพื่อนที่เข้าใจเขามากที่สุด เพื่อนตัวเล็ก ทำจากพลาสติกสีสวย เพื่อนที่มีหลายรุ่นหลากแบบ เขาค่อยๆ เก็บเพื่อนทีละตัวๆ ด้วยเงินที่ได้จากการไปช่วยทำงานในไร่ เจ้าของร้านฟิคเกอร์ใจดีให้เขานั่งดูแคตาล็อคในร้านได้ทั้งวัน แถมยังสอนเรื่องฟิคเกอร์แบบต่างๆ ให้ด้วย คนแถวนี้ ไม่สนใจหรอกว่าเขาจะเป็นเด็กโดดเรียน เด็กไม่ได้เรียน หรือเป็นใครมาจากไหน และซึงฮยอนชอบที่สุด

เขาไปเรียนบ้างบางครั้ง แต่ไม่เคยเจอรุ่นพี่เผือกต้มเค็มอีก เพื่อนในห้องบางคนยังพยายามเข้ามาทำความรู้จักกับเขา แต่ความเย็นชาของเขาทำให้ขยาดกันไป ไม่นาน ชื่อเสียงของเขาก็กลายเป็นแย่ แต่ซึงฮยอนไม่สนใจ




เขาเจอพี่เผือกต้มเค็มอีกครั้งที่ร้านฟิคเกอร์

คนคนนี้ทำให้เขาแปลกใจได้อีกเป็นครั้งที่สอง เมื่อกล่องอัลมอนด์เคลือบชอคโกแลตยืนมาตรงหน้า วางลงมาบนแคทตาล็อคฟิคเกอร์ที่เขาจุ่มจมูกอ่านอยู่ตั้งแต่เข้าร้าน ซึงฮยอนเงยหน้าขึ้นมอง ใบหน้าใต้ปีกหมวกที่ดึงลงต่ำนั่น รุ่นพี่เผือกต้มเค็มแน่ๆ
เขาหยิบอัลมอนด์เม็ดหนึ่งเข้าปาก เคี้ยวกร้วมๆ

พี่เผือกไม่พูดอะไร เพียงแต่ทิ้งกล่องชอคโกแลตไว้ตรงนั้นแล้วเดินไปคุยกับเจ้าของร้าน ดูเหมือน ทั้งสองคนจะรู้จักกันดี ซึงฮยอนแปลกใจนิดหน่อย แต่แล้วก็ก้มลงดูรูปฟิคเกอร์ในหนังสือต่อ หยิบขนมเข้าปากอีกเม็ด

“นี่... ไข่หวาน”

เสียงทุ้มๆ ที่ดังอยู่บนหัวทำให้ซึงฮยอนเงยหน้ามอง

“ทำไมไม่ไปเรียนล่ะ” ซึงฮยอนเลิกคิ้ว แล้วก็อ้าปากพูดกับคนตรงหน้าเป็นครั้งแรก

“แล้วพี่ล่ะ?” ก็โดดเรียนเหมือนกันชัดๆ ยังจะมาถามอีก

“ฉันจะเลิกเรียนแล้ว” พี่เผือกทรุดตัวลงนั่งข้างๆ หน้าตายังเรียบเฉย ซึงฮยอนหันมอง

“ทำไมจะเลิกเรียนอ่ะ” เขากำลังสงสัยจริงจัง แต่ที่เขาสงสัยมากกว่าก็คือ ทำไมตัวเองถึงสงสัย ปกติ ชเวซึงฮยอนเคยสนใจเรื่องอะไรของใครที่ไหน

“มีอะไรที่น่าทำมากกว่าเรียน” พี่เผือกหันมาตอบ

“นี่ไข่หวาน... แกสักหรือเปล่า” ซึงฮยอนทำตาโต พี่คนนี้ เปลี่ยนเรื่องพูดเร็วชะมัด เขาส่ายหน้า เนื้อตัวของชเวซึงฮยอนเรียบลื่น เพราะเขาไม่สนใจจะทำอะไรกับมัน

คนข้างๆ เอียงหน้ามองหูของเขาก่อนจะลุกขึ้น

“ตามมา มีอะไรจะให้” ซึงฮยอนเงยหน้ามองแต่ยังไม่ลุก

“ของกินหรือเปล่า?” พี่เผือกหัวเราะเสียงดัง และซึงฮยอนรู้สึกชอบเสียงหัวเราะนั่นชะมัด

พี่เขาหัวเราะทั้งตาทั้งปากทั้งเสียง

“แกนี่ สนใจแต่ของกินหรือไง”

“สนของเล่นด้วย” คำตอบของซึงฮยอนทำให้เสียงหัวเราะแบบนั้นดังขึ้นอีกครั้ง

“ตามมา” พี่คนนั้นเดินนำออกไป และทำไมไม่รู้ ซึงฮยอนเดินตามออกไปง่ายๆ






พี่เผือกพาเขามาที่ร้านเล็กๆ ร้านหนึ่ง

ซึงฮยอนนิ่วหน้า ไม่มีของเล่น แล้วก็ไม่ใช่ร้านอาหาร โปสเตอร์สีแสบกับเพชรพลอยเม็ดเล็กๆ รูปร่างประหลาดสีแสบตาในตู้โชว์นั่นเป็นของที่ซึงฮยอนไม่เคยเห็นมาก่อน

เขาเดินตามพี่เผือกเข้าไปก็ต้องชะงักกึก เพราะก้อนกระดาษปั้นกลมลอยหวือมาเกือบโดนหน้า

“ไอ้เท็ดดี้!!” ซึงฮยอนเลิกคิ้ว มองเจ้าของเสียงตัวเล็กในชุดนักเรียนโรงเรียนเดียวกับเขาที่นั่งเอาขาวางพาดเคาน์เตอร์อย่างแปลกใจ

“หายไปไหนมาวะ ลูกค้าเต็มร้าน” รุ่นพี่ตัวเล็กลดขาลง แล้วลุกจากหลังเคาน์เตอร์ เมื่อพี่เผือกต้มเค็มเดินหัวเราะๆ เข้าไปนั่งแทน

“ไปดิ่ เฝ้าหน้าร้านให้เอง” ซึงฮยอนมองทั้งสองเงียบๆ ก่อนพี่ตัวเล็กจะหันมาทางเขา

“ทำไมแกโดดเรียนวะ” ซึงฮยอนทำตาโต เขาเกือบจะหัวเราะออกมา

“พี่ก็โดด” เขาพูดแล้วก็หัวเราะจนได้

รุ่นพี่ตัวเล็กเพียงแต่พ่นลมออกจากจมูกแรงๆ ไม่ได้พูดอะไรต่อ แค่เดินหายไปในห้องเล็กๆ ห้องหนึ่งที่มีม่านปิดไว้ ซึงฮยอนถือโอกาสมองรอบร้าน

“พาผมมานี่ทำไม” เขาถามโดยไม่มองคนที่อยู่หลังเคาน์เตอร์

“มานี่สิ” ซึงฮยอนหันไป พี่เผือกก้มๆ เงยๆ หยิบบางอย่างออกมาจากลิ้นชัก

“พี่ชื่อเท็ดดี้เหรอ” เริ่มสนทนาก่อนแบบนี้ผิดวิสัยชเวซึงฮยอนชะมัด

“อือ แกอ่ะ” คนคนนั้นยังไม่มองหน้าเขา ซึงฮยอนยักไหล่

“ไข่หวาน” เขาตอบ และได้เสียงหัวเราะดังลั่นกลับมา

“มานี่ๆ” พี่คนนั้นกวักมือเรียก ซึงฮยอนเดินไปหา พี่เท็ดดี้เปิดกล่องใบหนึ่งวางบนเคาน์เตอร์ และซึงฮยอนตาวาวเมื่อเห็นของในนั้น

เขาไม่รู้ว่าคืออะไรหรอก แต่มันสวยดี มันหลากสี หลายแบบ กลม แบน เหลี่ยม แหลม แม้แต่รูปสายฟ้าสะท้อนแสง

“ตุ้มหูเหรอพี่” เขาถามหลังจากใช้นิ้วเขี่ยๆ เล่นอยู่ครู่หนึ่ง

“เออ ชอบอันไหนเลือกมาสิ เดี๋ยวเจาะให้” ซึงฮยอนทำตาโต เขาไม่เคยคิดจะเจาะหูมาก่อน

“จริงอ่ะ?” แต่แล้วก็ส่ายหน้า

“พ่อด่าแน่เลย”

“ถึงบ้านก็เอาออกสิวะ เออ แต่สองสามอาทิตย์แรกหลบๆ หน่อย ต้องใส่ให้มันแห้งก่อน”

เขากำลังสงสัยตัวเองเป็นครั้งที่สอง

ทำไม ทำไมคนอย่างชเวซึงฮยอน คนที่ไม่เคยสนใจใคร หรือไว้ใจใคร สามารถคุยสบายๆ กับพี่คนนี้ได้  แล้วพอซึงฮยอนเงยหน้าขึ้นมองคนตรงหน้าเขาก็รู้คำตอบ

เพราะคนคนนี้ไม่ได้สนใจว่าเขาคือชเวซึงฮยอน เพราะสำหรับคนคนนี้ เขาคือไข่หวาน

เหมือนกับคุณตาคุณยายที่คิดว่าเขาเป็นเด็กใบ้นั่นแหละ

ซึงฮยอนเลือกตุ้มหูขึ้นมาได้คู่หนึ่ง เป็นรูปสายฟ้าสีชมพูสด เขาวางมันลงกลางฝ่ามือ ยื่นให้คนหลังเคาน์เตอร์ แล้วยิ้มกว้าง

“เอาอันนี้”





สุดท้าย ชเวซึงฮยอนก็ได้ตุ้มหูมาสองคู่ เพราะสายฟ้าสีชมพูมันเด่นเกินไปบนหูขาวๆ พี่เผือกเลยเอาหมุดสีเงินเล็กๆ เรียบๆ เจาะให้ไปก่อน พอแห้งดีค่อยใส่สีชมพู พี่เผือกว่างั้น ซึ่งซึงฮยอนก็ไม่ได้ว่าอะไร เขารู้ทีหลังว่านอกจากรับเจาะหูแล้ว ร้านของพี่เท็ดดี้ยังรับสักด้วย

“ไม่ใช่ร้านไอ้เท็ดดี้เว้ย ร้านของฉัน ของฉันต่างหาก”

คนตัวเล็กที่โวยวายอยู่นี่คือพี่เบคกี้ อันธพาลตัวจิ๋วที่ไม่มีใครกล้ายุ่งประจำโรงเรียน ซึงฮยอนแปลกใจ เพราะสำหรับเขา นอกจากปากร้ายแล้ว พี่เบคกี้ใจดีจะตาย ซื้อไอติมให้เขากินบ่อยๆ ด้วย








“จะไปไร่เหรอ” พี่เท็ดดี้ถามเขาในเช้าวันหนึ่งที่บังเอิญเจอกันหลังโรงเรียน

ทั้งสองคนอยู่บนรั้ว กำลังจะปีนหนีออกไปข้างนอก ซึงฮยอนรับคำสั้นๆ หูแว่วเสียงโวยวายของอาจารย์ฝ่ายปกครอง เขาหันกลับไปมองด้านหลัง

“ไปเหอะพี่ มาโน่นแล้ว” ทั้งสองพยักหน้าให้กันแล้วโดดตุ้บออกไปนอกรั้ว ก่อนจะวิ่งอ้าวไม่เหลียวหลัง เมื่อได้ยินเสียงด่าโวยวายใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

“แฮ่ก... ตอนเย็นแวะ...ไปร้าน... สิ...แฮ่กๆๆ”

เท็ดดี้วิ่งไปตะโกนบอกไป

“แฮ่ก... มีไรเหรอพี่....”

ซึงฮยอนยังไม่ลดฝีเท้า

“บาร์บีคิว... แฮ่กๆๆ แล้วเจอกัน”

เท็ดดี้วิ่งเลี้ยวไปอีกทาง ซึงฮยอนวิ่งไปอีกทาง

พวกเขาจะเจอกันตอนเย็น









“พี่จะไม่เรียนต่อจริงๆ เหรอ”

ซึงฮยอนถามคนที่นั่งอ่านการ์ตูนอยู่หลังเคาน์เตอร์อย่างสงสัยพลางทรุดตัวลงนั่งเก้าอี้ข้างๆ

อีกฝ่ายพยักหน้าโดยไม่เงยขึ้นมอง

“แต่พี่เหลืออีกนิดเดียวก็จบแล้วนะ” เท็ดดี้เงยหน้าจากการ์ตูนขึ้นมามองนิ่งๆ

“อยากให้พี่เรียนจบเหรอ”

ตั้งแต่รู้จักกันมาได้เกือบปีหนึ่งแล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่เท็ดดี้เรียกแทนตัวเองว่าพี่ มันทำให้ซึงฮยอนรู้สึกแปลกๆ เหมือนมีผีเสื้อมาบินวนอยู่ในท้อง

“ก็...เอ่อ... เห็นว่ามันอีกนิดเดียว เสียดายแทน” เขาเกาหัวเก้อๆ รู้สึกเหมือนเขินสายตาที่จ้องมานิ่งๆ ของคนตรงหน้า

“เอ่อ...ผมไปนะ...” ซึงฮยอนผุดลุกขึ้น แต่ไปไหนได้ไม่ไกล เพราะมือใหญ่ที่คว้ามือเขาไว้

ตั้งแต่รู้จักกันมาได้เกือบ นี่เป็นครั้งแรกเหมือนกันที่เท็ดดี้จับมือเขา และมันไม่ใช่การจับธรรมดา... นิ้วยาวค่อยๆ แทรกเข้ามา ประสานกับนิ้วเขา

ซึงฮยอนไม่ใช่คนไร้เดียงสา.... ไม่ใช่ว่าเขาไม่รู้ว่าพี่เท็ดดี้คิดอะไร หรือคิดยังไงกับเขา พี่เบคกี้น่ะปากเสียจะตาย แซวให้ฟังตั้งแต่รู้จักกันใหม่ๆ เลยมั้ง แต่เพราะเขาเฉย พี่เท็ดดี้ก็เฉย ในเมื่ออีกฝ่ายไม่รุก เขาก็นิ่ง เขาไม่อยากเสียคนที่คุยด้วยถูกคอไปหรอกนะ

แต่เขาไม่ทันตั้งตัวกับการจู่โจมรวดเร็วแบบนี้ต่างหาก และยิ่งกว่านั้น เขาไม่ทันตั้งตัว ที่ตัวเองรู้สึกคล้อยตามแบบนี้ด้วย

“ถ้านายอยากให้พี่เรียนจนจบนะ...” แม้แต่เสียงของพี่เท็ดดี้ก็เปลี่ยน โอยตาย....

ซึงฮยอนรู้สึกว่าหน้าร้อนวูบ ป่านนี้คงแดงแข่งกับไอ้สายฟ้าสีชมพูบนหูเขาแล้วล่ะมั้ง

“ผม...” ซึงฮยอนสงสัยอีกแล้ว ว่าทำไมเขาไม่ดึงมือออก ทำไมปล่อยให้ถูกจับอยู่แบบนั้น ทำไมถึงรู้สึกชื่นชอบความอบอุ่นของมือใหญ่นั้น

“ไข่หวาน... บอกพี่สิ อยากให้พี่เรียนจนจบหรือเปล่า ถ้านายอยาก พี่ก็จะทำตาม”

อะไร ทำไมประโยคธรรมดาแบบนี้ถึงทำให้เขาเขินได้ขนาดนี้นะ แล้วยังวิธีที่พี่เท็ดดี้เรียกเขาว่าไข่หวานอีก

ชื่อนี้ มีคนนี้คนเดียวแหละที่เรียก

ซึงฮยอนยิ่งหน้าแดง เขาหาลิ้นตัวเองไม่เจอแล้ว สมองทำงานอย่างหนัก หัวใจยิ่งทำงานหนัก มันเต้นตุ้บๆๆๆ

เขาช้อนตา สบกับดวงตาเรียวยาวคู่นั้น แล้วก็รู้ว่าทำพลาด เพราะพี่เท็ดดี้ยังจ้องนิ่ง... ลึกซึ้ง...

นี่พี่รอมาเกือบปีเพื่อวินาทีนี้เหรอครับ... ซึงฮยอนอยากจะร้องกรี๊ด

“ไง ตกลงเป็นแฟนกันยัง?”

เสียงกวนๆ จากหน้าประตูร้านทำลายทุกอย่างลงในพริบตา ซึงฮยอนหลับตาแล้วส่ายหน้า แล้วก็ต้องลืมตาโพลงเมื่อมือที่จับอยู่กระชับแน่นเข้า

“ไข่หวาน... ตกลงนายเป็นแฟนพี่หรือยัง”

ซึงฮยอนอ้าปากค้าง.... พี่เท็ดดี้รับมุขด้วยอ่ะ...

“ตกลงไปเหอะน่า ฉันเห็นพวกแกคั่วกันมาจะปีแล้ว ชักช้ามีลูกไม่ทันใช้นะมึง”

ซึงฮยอนหุบปากฉับ

“พี่เบคกี้ ผมท้องได้ที่ไหนกันล่ะ” เขาหันไปด่า แต่คนโดนด่ากลับหัวเราะร่าเหมือนได้อะไรถูกใจ

“ฉันไม่ได้พูดนะเว้ย ว่าให้แกท้อง แกพูดเองนะ ฮ่าๆๆๆๆ ยินดีต้อนรับว่ะ ไอ้พี่สะใภ้อายุน้อยกว่า ฮ่าๆๆๆ”

ซึงฮยอนตบหน้าผากปุ แล้วก็ร้องลั่น เมื่อโดนกระตุกมือหล่นปุลงไปบนตักของคนที่นั่งยิ้มกว้างอยู่ แขนยาวกอดเขาหมับ แล้วแก้มขาวก็โดนหอมไปฟอดใหญ่

“ขอบคุณนะ”

จะหันไปด่าก็ด่าไม่ออก เลยได้แต่ก้มงุด ส่ายหน้าเล็กน้อยแต่พองาม

โว้ยยยยยยย ชเวซึงฮยอน หมดท่าไม่เหลือเลย

แต่จริงๆ เขาก็ชอบแบบนี้นะ...








บทส่งท้าย....

บนถนนสายเล็กๆ ที่คดเคี้ยวในย่านการค้าที่พลุกพล่าน

เด็กหนุ่มตัวสูงหน้าตาหล่อเหลาคนหนึ่งเดินเงียบๆ ดูข้าวของในร้านค้าสองข้างทางไปเรื่อยๆ ก่อนจะสะดุ้งหยุดเท้าเมื่อตุ๊กตาหมีประหลาดตัวหนึ่งจู่ๆ ก็ห้อยมาตรงหน้า

มือขาวยกขึ้นตะปบหมับ แต่หมีพิลึกร่อนหนี เขาหันตาม มือยังพยายามคว้าหมับๆ เรียกเสียงหัวเราะต่ำๆ จากผู้ชายตัวสูงอีกคนที่ถือเจ้าหมีเอาไว้

“พี่เท็ดดี้อ่ะ เอามานะ”

เชื่อไหมว่าเสียงงอแงแบบนั้นจะมาจากคนที่หล่ออย่างกับนายแบบคนนั้น

“คอลเลคชั่นล่าสุดนี่ เอาม๊า”

เชื่อเถอะ เพราะชเวซึงฮยอนตะปบเจ้าหมีมาได้ในที่สุด ยืนชื่นชมลูบคลำมันอยู่พักใหญ่ จนคนให้เริ่มจะงอน

“นี่ อุตส่าห์พรีมาให้นะ ตอนเนี้ย หมดแล้วด้วย จะสั่งก็ไม่ได้แล้วนะ” คนตัวสูงที่ยืนล้วงกระเป๋าข้างๆ เริ่มจะทำเสียงเข้มใส่ ทำให้ซึงฮยอนได้สติและเงยหน้าขึ้น

“ขอบคุณครับ” รีบบอกพร้อมกับยิ้มหวานไปให้อีกที แค่นั้นพี่เท็ดดี้ก็อารมณ์ดีแล้ว

“นี่...ซึงฮยอนอา....”

เท็ดดี้เรียนจบแล้ว ซึงฮยอนก็ขึ้นปีสองแล้ว เขาตกลงเป็นแฟนพี่เท็ดดี้มาได้จะครึ่งปีแล้ว

“นี่....”

ซึงฮยอนรู้ว่าพี่ตัวร้ายกำลังจะขออะไรป่วงๆ แน่ๆ ก็จะอะไรซะอีกล่ะ พี่เท็ดดี้น่ะ เป็นบ้าอะไรก็ไม่รู้ จะจับมือก็ขอก่อน จะจูบก็ขอก่อน จะต้องมาขอก่อนให้เขาอายทำไมก็ไม่รู้ ยิ่งขอยิ่งไม่อยากพูดด้วย พอไม่พูดด้วยก็เลยกลายเป็นไม่ให้ พอไม่ให้ก็เลยไม่จูบ โว้ยยยย ซึงฮยอนขัดใจ นี่นะ คบกันมานี่จูบแก้มไปแค่สองที จูบปากแค่ทีเดียวเท่านั้น คราวนี้จะขออะไรอีกล่ะ

“อะไรล่ะพี่” ถามก็ได้ อยากรู้เหมือนกัน

“พี่... พี่ขอ....” เออ เวลาพี่เท็ดดี้แทนตัวเองว่าพี่นี่แปลว่าจะขอของใหญ่ใช่มะ

“อืม...” ซึงฮยอนเงยหน้าขึ้นฟังตาแป๋ว

“พี่...เอ่อ... จะพูดไงดีวะ... คือ... เย็นนี้นายว่างป่ะ แวะบ้านพี่ก่อนกลับมะ”

ซึงฮยอนตาวาว เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“...ค้างก็ได้นะพี่ วันนี้พ่อแม่ไม่อยู่”

ก็บอกแล้วไง ชเวซึงฮยอนไม่ได้ไร้เดียงสานะเว้ย

และถ้าเขาเข้าใจคำขอไม่ผิด....ไม่ผิดแน่ เพราะพี่เท็ดดี้ทำท่าเหมือนจะเป็นลม....อิอิ

“.... เอ่อ...ได้เหรอ... ได้จริงๆ เหรอ???”

ซึงฮยอนที่ยังประคองหมีประหลาดในมือพยักหน้าหงึก อย่าให้ต้องพูดซ้ำน่า

“จริงๆ เหรอ? ได้เหรอ?...” พี่เท็ดดี้จับบ่าเขาเขย่าเบาๆ อย่างจะเอาให้แน่ใจ ซึงฮยอนทำปากยื่น พยักหน้าอีกรอบ เขาไม่ใช่ชอบพูดอะไรซ้ำๆ บอกแล้วไง

แล้วก็ต้องร้องเหวอออกมาเมื่อเท็ดดี้ลากเขาจ้ำพรวดๆ เข้าซอยโน้นออกซอยนี้ ก่อนจะหยุดแล้วผลักเขาติดกำแพงในซอยเล็กๆ ซอยหนึ่ง

“ไม่ต้องรอถึงเย็นได้มะ ตอนนี้เลยได้มะ”

ซึงฮยอนตาเหลือก

“เลือกเลย ที่ไหนก็ได้” พี่เท็ดดี้ชี้มือไปปากซอย ซึงฮยอนมองตาม เห็นเลิฟโฮเตลเรียงกันเป็นตับ เขาตาเหลือกกว่าเดิม ก่อนจะหัวเราะก้ากออกมา

โอยยยยขำ อิพี่หื่น

“พี่... นี่พี่เก็บกดมาตั้งแต่ชาติปางไหนกันฮึ?” อดจะถามปนด่าไม่ได้

“ตั้งแต่กินไข่หวานวันนั้นอ่ะ” แต่คำตอบของเท็ดดี้ทำเอาซึงฮยอนอ้าปากค้างอีกรอบ คราวนี้รู้สึกหายใจไม่ออก แถมหน้ายังเห่อๆ ร้อนๆ ด้วย

เก็บมาเป็นปี แล้วนี่เขาจะเจออะไรมั่งเนี่ย

“นะ ตอนนี้เลยได้หรือเปล่า นะ... ไข่หวานนะ...” โอ๊ย อ้อนด้วยอ่ะ ว่าแต่ว่า... แล้วพี่เท็ดดี้จะต้องขอทุกครั้งที่ เอ่อ... แฮ่ม... ด้วยหรือเปล่าเนี่ย...

“พี่... แล้วก่อนเปลี่ยนท่าพี่จะต้องขอผมด้วยมั้ยอ่ะ” ซึงฮยอนหรี่ตาแล้วถามยั่วๆ ยิ้มๆ แน่นอน ว่าได้เสียงหัวเราะดังลั่นกลับมา แต่เขาว่ามันฟังดูหื่นๆ ว่ะ

เท็ดดี้คว้ามือเขา เดินเข้าโรงแรมที่ใกล้ที่สุด

“ไว้วันหลังค่อยมาลองที่อื่นนะ”

ซึงฮยอนกลอกตาแล้วถอนใจ หัวเราะเบาๆ ทำใจไว้นิดๆ

นะ.... พูดขนาดนี้ เขาจะได้ออกจากโรงแรมกี่โมงกี่ยามกันนะ ....

แต่ยังไงก็... ยอมไปแล้วนี่นะ...







End