[LF - TOPSOL] Helpless Night (Special)

posted on 06 Dec 2011 13:35 by popfic in BB-fic-TOPSOL


Title                 Helpless Night : Twilight Special

By                    pop

Pairing             TopSol

Rating              PG

Genre               AU, Paranormal, Romantic-horror

 

a/n                  ตอนนี้ไม่เกี่ยวกับเนื้อเรื่องหลัก (หรือจะเกี่ยวก็ได้นะฮับ) แค่ไปดูน้องหมาเจคมาแล้วอยากเขียนเท่านั้นเอง ^^’>

หนุ่มๆ เพื่อนฝูงของยองเบคือ M.I.B. ฮับ อยากรู้หนุ่มๆพวกนี้เป็นใคร จิ้มดู ที่นี่ และ ที่นี่ ได้เลยฮับ

 

 


 

 




+++++++++++++++++++++++++++++++++++++

 

 

 


“ไม่เห็นได้เรื่อง....”

 


ชายหนุ่มคนหนึ่งบ่นพึมพำกับกลุ่มเพื่อนขณะเดินออกจากโรงหนัง เสียงดนตรีสกอร์ตอนจบของภาพยนตร์พารานอมอลชื่อดังไล่หลังออกมาตามทางเดิน

เด็กสาวๆ ที่เดินออกมาพร้อมกันหันมามองพวกเขาแล้วหัวเราะคิกคัก

จะไม่ให้หัวเราะได้ยังไง ก็ในเมื่อกลุ่มนั้นน่ะ เป็นผู้ชายหนุ่มๆ ทั้งกลุ่ม แถมยังรูปร่างหน้าตาดียังกับฝูงของเจคอบที่พวกเธอเพิ่งจะกรี๊ดกร๊าดในโรงไปเมื่อครู่นี้อย่างนั้นแหละ

“ไอ้แวมไพร์ตัวซีดนั่นหล่อตรงไหนวะ”

“นั่นดิ เป็นพระเอกได้ไงวะ”

หนุ่มหล่อล่ำพวกนั้นคุยกันต่อ เรียกเสียงหัวเราะคิกคักจากสาวๆ ได้มากขึ้น จนกระทั่งหนึ่งในกลุ่มหันไปมองแล้วส่งยิ้มบาดใจให้นั่นแหละ สาวกลุ่มนั้นถึงร้องวี้ดเบาๆ แล้วเดินเร็วๆ ห่างออกไปด้วยความเขินอาย

จะไม่เขินได้ยังไง ก็พวกเธอเพิ่งจะได้ยิ้มจากฝูงหมาป่าไปหยกๆ

 

 

 

 


“ขัดใจชะมัดเลยโว้ยยยย”

 



หนุ่มตัวสูงผมสีส้มหน้าหวานเจี๊ยบเหยียดแขนยาวๆ เหนือหัวแล้วบิดตัวไปมา

“อะไรอีกล่ะ ยาสุจัง” คนตัวใหญ่เบ่อเริ่มอีกคนเดินมาตบไหล่

“ก็ไอ้หนังเรื่องเมื่อกี๊น่ะสิ แวมไพร์ตัวซีดๆ แบบนั้นเป็นพระเอกได้ไงไม่รู้ ไม่เห็นจะเท่เลย”

ยองเบมองเพื่อนบ่นกะปอดกะแปดแล้วอมยิ้ม

“นั่นสิ พระเอกอะไรวะ ไม่เห็นหล่อเลย” เขาพูดขึ้นบ้าง มีเพื่อนร่วมฝูงอีกสองคนหันมาพยักหน้าหงึกๆ หมาป่าตัวเล็กเดินไปโหนคอเพื่อนหมาตัวใหญ่กว่า

“ฉันว่านายเท่กว่าตั้งเยอะว่ะซิกกี้” เขาตบอกหนาๆ ของเพื่อน เรียกเสียงหัวเราะหึหึอย่างพอใจจากคนตัวโต

แล้วยองเบก็แถมให้ในใจต่ออีกนิดหน่อยว่า – แต่ถ้าเป็นแวมไพร์ด้วยกันล่ะก็ ซึงฮยอนของเขาเท่กว่าพระเอกอะไรนั่นตั้งเยอะ

“นั่นดิ่ นางเอกทำไมทำงั้นฟระ ไอ้หมาป่าเจคอบนั่นก็เอาแต่เศร้าแล้วก็ยอมอยู่นั่นแหละ โหย เป็นฉันหน่อยเหอะ ไม่มีได้เสียน้ำตาหรอก” หมาป่าผมส้มที่เพื่อนเรียกว่ายาสุจังเชิดหน้าสะบัดบ๊อบ แล้วโปรยยิ้มหวานให้สาวๆ ที่เดินสวนมา เรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดได้อีกรอบ

และเรียกเสียงถอนใจจากเพื่อนๆ ได้อีกรอบ...

“เลิกโปรยเสน่ห์ได้แล้วน่า ไปหาข้าวกินกันเหอะ ฉันหิวแล้ว” คนตัวใหญ่วาดแขนหนารอบไหล่เพื่อนผมส้ม แล้วพากันเดินไปตามทาง

“สเต็กนะ ฉันอยากกินสเต็ก”

ยองเบเขย่งก้าวกระโดดตามไป

“เนื้ออีกแล้ว กินผักซะมั่งเหอะพี่น่ะ ลงพุงแล้วนะ”

เด็กหนุ่มที่ดูเงียบขรึมแต่แต่งตัวเปรี้ยวจัดแถมยังย้อมผมโมฮอคเป็นสีแดงสตรอเบอร์รี่เดินมาขนาบข้างยองเบ ทั้งสองหน้าตาละม้ายคล้ายจนบอกว่าเป็นพี่น้องก็เชื่อ

ถ้าไม่มีใครบอกว่าหมาป่าจะมีแต่ลูกโทนเท่านั้นน่ะนะ…

“กินแมคเหอะพี่ ดูหนังน้ำเน่าแบบนั้นแล้วผมอยากกินอาหารขยะ” คนพูดคือนักล่าตัวใหญ่แต่อายุน้อยที่สุดในฝูง

และถึงแม้นักล่าผมแดงจะบ่นแต่ทุกคนก็พร้อมกันตามใจน้องเล็ก

 

 

 

 


ยองเบงับบิ๊กแมคเคี้ยวกลืนคำโต ในกลุ่มยังคงคุยเรื่องราวของหนังที่เพิ่งไปดูมาสดๆ ร้อนๆ

 



เพื่อนฝูงของเขาดูจะไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่ที่หมาป่าได้เป็นแค่พระรอง ถึงแก่ประกาศว่าจะไม่ดูภาคต่อของเรื่องนี้ จนกระทั่งยองเบต้องบอกว่าพ่อหมาเจคอบจะได้มีนางเอกเป็นของตัวเอง และเบอร์เกอร์กับฟรายในถาดหายลงท้องหมดนั่นแหละ หนุ่มนักล่าทั้งหลายถึงดูจะเลิกบ่นได้บ้าง

“แต่ฉันก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี ทำไมคนชอบให้แวมไพร์เป็นพระเอกแล้วหมาป่าเป็นตัวร้ายฟระ”

ยาสุจังดูเหมือนจะหงุดหงิดที่สุด

“ถ้าจะบอกว่าเพราะแวมไพร์สะโอดสะองสวยงามกว่าหมาป่าละก็ ช่วยมาแหกตาดูฉันหน่อยเหอะ” พูดจบก็กอดอกทำปากยื่นจนเพื่อนๆ หัวเราะขำ ยองเบเองก็ขำ แน่นอน เขารู้ว่าอย่างยาสุจังเรียกได้ว่าสวย ด้วยรูปร่างเพรียวๆ กับหน้าหวานๆ ไม่ค่อยเหมือนหมาป่าอื่นๆ แต่ในใจเขาก็อดจะคิดไม่ได้ ว่าถ้ายาสุจังได้เห็นซึงฮยอนของเขาก็คงจะเข้าใจว่า “แวมไพร์ที่งดงาม” น่ะเป็นยังไง

คิดถึงตรงนี้นักล่าตัวเล็กก็หยิบโค้กมาดูดเข้าไปอึกใหญ่จนไอแค่กๆ

เขาวางแก้วน้ำอัดลมลงแล้วตบหน้าอก คนอื่นๆ หัวเราะขำ แต่อันที่จริงยองเบไม่ได้สำลัก เขาแกล้งทำเพื่อกลบเกลื่อนอาการจู่ๆ ก็หน้าแดงของตัวเองต่างหาก ให้ไอ้พวกนี้เห็นว่าเขาสำลักโค้กยังดีกว่าเห็นว่าหน้าแดงเพราะคิดถึงแวมไพร์บางตัว

บ้าที่สุด พักหลังมานี่เขาคิดถึงซึงฮยอนมากไปหรือเปล่านะ?

ยองเบยอมรับ เขาคิดถึงอีกฝ่ายบ่อยมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเห็นอะไร ทำอะไร เขาก็อดจะผูกเรื่องโยงราวไปถึงซึงฮยอนของเขาไม่ได้

ยิ่งได้ไปดูหนังพารานอมอลแวมพ์ๆ วูล์ฟๆ มาแบบนี้ด้วย...

อยากเจอหมอนั่นชะมัด แต่พระจันทร์ยังไม่เต็มดวง ทำไม? พระจันทร์ต้องเต็มดวงก่อนถึงจะเจอกันได้เหรอ? จริงๆ ไม่มีกฎอะไรแบบนั้นหรอก ยองเบตั้งมันขึ้นเอง เขาจะไม่ไปเจอซึงฮยอนจนกว่าพระจันทร์จะเต็มดวงครบอีกรอบ เขาไม่อยากเจอหมอนั่นบ่อยเกินไป เขากลัวตัวเองจะผูกติดกับมันมากไป

แต่ดูเหมือนจะสายไปเสียแล้ว....

ตอนนี้ยองเบคิดถึงซึงฮยอนเกือบตลอดเวลาแล้ว....

นักล่าพ่นลมจากจมูกอย่างรังเกียจตัวเอง

Fuck the rule!

คืนนี้ เขาจะไปหาซึงฮยอน....

 

 

 

 


“มานี่ มาให้ฉันกอดหน่อย”

 


ยองเบรู้ ว่าสิ่งที่เขาพูดฟังดูโอหัง แต่จะทำยังไงได้ล่ะ ก็เขากำลังสบายจนไม่อยากลุกนี่นา

นักล่าหนุ่มบิดยิ้มเกียจคร้าน อ้าแขนออกกว้าง ทำให้คนตัวสูงที่ยืนอยู่หน้าประตูเลิกคิ้วแล้วอดยิ้มตามอย่างขำๆ ไม่ได้

ยองเบกึ่งนั่งกึ่งนอน ซุกตัวอยู่ใต้ผ้านวมหนานุ่มบนเตียงกว้างในห้องหน้าตาคุ้นๆ

ใช่ ก็ห้องสุดหรูในโรงแรมพิลึกๆ ที่มีผู้จัดการเป็นก็อปลินนั่นแหละ

ไฟในเตาผิงจุดไว้ทำให้ห้องอุ่นกำลังดี กลิ่นหอมของช่อสนกับลูกเบอร์รี่ที่ประดับรอบหน้าต่างให้ความรู้สึกสดชื่น ข้างนอก หิมะโปรยปรายเหมือนสายสร้อยไข่มุกจากท้องฟ้า เดือนธันวาคมแล้ว จวนจะคริสต์มาสแล้ว และหมาป่าก็นอนรอแวมไพร์ของมันนานจนเริ่มง่วงแล้ว....

แล้วพอแวมไพร์ที่มันรออยู่มาถึง ยังทำเป็นยืนนิ่งอยู่หน้าประตูเสียอีก มันน่าให้ยองเบพูดแบบนั้นมั้ยล่ะ

ก็เขาน่ะ อยากกอดซึงฮยอนจะแย่อยู่แล้ว แต่ก็ขี้เกียจจะขยับตัวจะแย่อยู่แล้วเหมือนกันน่ะสิ


แวมไพร์อมยิ้ม ก่อนจะค่อยๆ เดินมาที่เตียง มันหยุดยืนข้างเตียงครู่หนึ่ง จ้องมองยองเบที่ยังปรือตาอ้าแขนรออยู่ จนนักล่าหนุ่มทำปากยื่น ลดแขนลงเปลี่ยนเป็นตบปุๆ บนผ้านวมข้างตัว แวมไพร์แก่ตัวแสบถึงคลี่ยิ้มกว้างแล้วปีนขึ้นเตียง ค่อยๆ คลานเข้ามาหาเขา
 
“นายเป็นหมาหรือยังไง คลานแบบนั้นน่ะ”

พอซึงฮยอนเข้ามาในระยะเอื้อมถึง ยองเบก็คว้าคอเสื้อ ดึงคนตัวสูงล้มแปะลงมาบนตัวเขาทั้งตัว แขนแข็งแรงกอดหมับรอบเอวสอบ รู้สึกถึงลมหายใจเย็นๆ และเสียงหัวเราะต่ำๆ ของอีกฝ่ายอยู่ที่กกหู

“ถ้าฉันเป็นนายไม่ชอบเหรอ”

ซึงฮยอนอู้อี้อยู่ข้างหู แขนยาวโอบกอดเขาตอบ ยองเบซุกหน้าลงกับแนวไหล่กว้างแล้วถอนใจ

“ไม่ว่านายจะเป็นอะไรฉันก็ชอบหมดนั่นแหละ”

เขารู้สึกว่าริมฝีปากที่เคลียอยู่ข้างหูคลี่ยิ้ม แต่ยองเบง่วงเกินกว่าจะทำอะไรต่อ เขาเอนตัวลงนอน ดึงซึง ฮยอนตามลงมาด้วย กดหน้าผากกับอกกว้างแล้วหลับตา

“กอดหน่อย... ตัวนายหนักดี... อืมมม กำลังสบายเลย….”

ยองเบสูดหายใจลึกๆ สูดกลิ่นหอมของซึงฮยอนเข้าไปเต็มปอด เขาได้ยินเสียงแวมไพร์ตัวสูงหัวเราะอีก

“นี่นายมาเจอฉันแค่นี้น่ะเหรอ” คำถามนั้นติดล้อเลียน ยองเบรู้ เขาค้อนควุบควับทั้งๆ ที่หลับตา ก่อนจะทำเสียงงึมงำตอบ

“ก็แค่เนี้ย...” แล้วก็เริ่มจะเคลิ้มหลับไปจริงๆ

เขารู้สึกว่าซึงฮยอนหัวเราะ และพยายามดิ้นเข้ามาอยู่ใต้ผ้านวมด้วยกัน แต่เขาไม่ยอมคลายอ้อมกอด ทำให้แวมไพร์โบราณทุลักทุเลเล็กน้อยกว่าจะทำสำเร็จ

พอรู้สึกถึงริมฝีปากเย็นๆ นุ่มๆ เหมือนผ้าไหมแต่ลงกลางหน้าผาก ยองเบก็จมดิ่งลงสู่นิทรา

 

 

 

 


“นี่.... หลับจริงๆ น่ะเหรอ”

 


ยองเบหลับไปแล้วจริงๆ

ซึงฮยอนก้มลงมองคนที่ซุกอกเขาหลับแต่ยังไม่คลายอ้อมแขนอย่างขำๆ เขาขยับตัวมานอนข้างๆ ดึงยองเบมาเกยไว้บนอก ผมสั้นๆ ตั้งๆ จิ้มคางเขาจนจั๊กจี้ ซึงฮยอนเลยค่อยๆ สางมันออก จนปอยผมเกเรอ่อนตัวลงนุ่มนิ่มอยู่บนศีรษะทุยๆ

เขานอนนิ่งแบบนั้นอีกพักใหญ่ ดวงตาสีดำล่องลอยไปในความฝันที่มีแต่เขาเท่านั้นที่เห็น ความฝันกึ่งนิมิต ที่ไม่แยกอดีตปัจจุบันหรืออนาคต ความฝันที่แวมไพร์มักเห็นเวลาจะเกิดเรื่องสำคัญ และตอนนี้ ซึงฮยอนกำลังเห็นความฝันนั้น....

เมื่อนาฬิกาตีสิบสองครั้ง ซึงฮยอนก็สะดุ้งตื่น

 

แวมไพร์ยิ้มเศร้า ยองเบยังหลับอยู่ในอ้อมกอด เขาค่อยๆ เลื่อนตัวลงจนเป็นฝ่ายนอนซุกอกกว้างนั่นเสียเอง มือขาวข้างหนึ่งวางลงบนตำแหน่งหัวใจของหมาป่าหนุ่ม สัมผัสไออุ่น และเงี่ยหูฟังเสียงเต้น ตุ้บ ตุ้บ แล้วมันก็ถอนใจ ก่อนจะปล่อยให้ตัวเองล่องลอยเข้าสู่นิทราบ้าง มันรู้ดี มันจะตื่นก่อนรุ่งสาง และหายตัวไปจากที่นี่ก่อนแสงทองจะจับขอบฟ้า

“ยองเบ.... ระหว่างเรา คงเป็นไปได้ยากนัก”

ซึงฮยอนกระซิบเบากับอกอุ่น น้ำตาหยดหนึ่งซึมลงบนเสื้อยืดของอีกฝ่ายช้าๆ

 

 

 

 


เขาตื่นขึ้นเพราะรู้สึกเหมือนใครจ้องมอง

 


แวมไพร์กระพริบตา ค่อยๆ ปรับสายตาให้ชินกับแสงสว่างในห้อง

ไฟในเตาผิงยังจุดอยู่ สาดย้อมทุกอย่างให้เป็นสีทองเรื่อเรือง มือของเขาวางอยู่บนขนสัตว์นุ่มนิ่ม ที่สะท้อนแสงไฟเป็นสีทองระเรือเช่นเดียวกับสิ่งอื่นในห้อง

ซึงฮยอนกำมือ กำขนนุ่มนั่นไว้ ก่อนจะหลับตาแล้วเกลือกหน้าลงกับร่างของนักล่าตัวใหญ่ที่เขานอนหนุนอยู่

แวมไพร์ยิ้ม หมาป่าของเขาไม่ขยัีบหนี มันนอนนิ่งให้เขาซุกแต่โดยดี

“ซึงฮยอน...”

เสียงของยองเบดังขึ้นในหัว

“จำไว้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันเลือกนายแล้ว”

ฟังดูโอหัง แต่ซึงฮยอนชอบมันชะมัด เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับสัตว์ป่าตัวใหญ่ ดวงตาสีทองประกายของมันจ้องตอบเขา ดวงตาสัตว์ป่าที่มีแววเหมือนดวงตามนุษย์…

อย่างที่ตำนานขานต่อกันมานับร้อยนับพันปี มนุษย์หมาป่า คือหมาป่าที่มีดวงตาของมนุษย์....

และมนุษย์หมาป่าตัวนี้ กำลังจ้องเขาด้วยแววตาที่แน่วแน่มั่นคง

“จำไว้ ฉันรักนาย”

จมูกชื้นๆ ก้มลงดุนดันที่แก้มเรียว ก่อนลิ้นใหญ่จะแลบออกเลียเบาๆ

“และจำไว้ ฉันไม่มีวันทิ้งนาย เหมือนเจ้าเจคอบนั่นที่ไม่ทิ้งยัยนางเอก ฉันจะไม่มีวันปล่อยนายไป ไม่ว่าฝูงของฉันจะว่ายังไง ฉันพร้อมจะไปกับนาย เข้าใจไหม”

นักล่าเอาหัวโตๆ ของมันวางลงบนบ่าเขา ซึงฮยอนพลิกตัว เขากอดหัวโตๆ นั่นไว้แนบอก พยักหน้าอย่างยอมรับหมดใจ เขาไม่รู้ว่ายองเบเห็นความฝันของเขาเหมือนที่เขาเห็นหรือเปล่า แต่ตอนนี้ มันไม่สำคัญอีกต่อไป

“อีกอย่าง.... นายหล่อกว่าเจ้าเอ็ดเวิร์ดอะไรนั่นตั้งเยอะ เก่งกว่าด้วย ฉันเองก็เก่งกว่าไอ้หนูเจคอบนั่นตั้งเยอะ ในเมื่ออิตาพระเอกนั่นยังแต่งงานกับมนุษย์ได้ แถมยังเป็นมนุษย์ที่กิ๊กกับหมาป่าด้วย ทำไมฉันจะทำไม่ได้ล่ะวะ”

ซึงฮยอนอดจะหัวเราะออกมาดังๆ ไม่ได้

“ยองเบ นั่นมันหนัง”

หมาป่าตัวใหญ่พ่อลมออกจากจมูกดังฟึดอย่างขัดใจ

“ไม่รู้หละ หนังบ้าอะไร ดูแล้วขัดใจชะมัด”

“ขัดใจที่นางเอกเลือกแวมไพร์หรือไง” ซึงฮยอนแกล้งกระเซ้า

“แน่สิ ในเมื่อหมาป่าน่ะดีกว่าเห็นๆ หล่อกว่า ล่ำกว่า เท่กว่า แล้วทำไมยัยแห้งนั่นถึงเรื่องพวกตัวซีดฟระ”

ซึงฮยอนยันตัวลุกขึ้นแล้วจ้องหน้านักล่าอย่างล้อเลียน

“นายกำลังว่าฉันอยู่นะนั่น”

แต่หมาใหญ่ส่ายหน้าพรืด

“ไม่เกี่ยว เพราะนายดูดีกว่าพวกซีดๆ ในหนังนั่นเยอะ”

ตอบเสร็จเจ้าหมาก็เอาขาหน้าใหญ่โตกดไหล่เขา ก่อนจะเอาหน้าวางบนอกเขาอีกรอบ

“นอนไหม ฉันให้นายเลือก จะนอน หรือจะทำอย่างอื่น”

ซึงฮยอนเหลือบไปเห็นพวงหางใหญ่กระดิกริกๆ ก็ได้แต่ขำ เขาพลิกตัว ยกมือตีสะโพกใหญ่ๆ นั่นเสียทีอย่างมันเขี้ยว

“นายจะให้ฉันทำอะไร นักล่า ในเมื่อนายนอนทับฉันไว้ครึ่งตัวแบบนี้”

เขาได้ยินเสียงหมาใหญ่ครางงื้ดง้าดอย่างชอบใจ

“ฉันคิดว่ามีอยู่อย่างนึงนะ...”

ไม่พูดเปล่า มันเอาจมูกดุนจนตัวซึงฮยอนพลิกคว่ำ ก่อนน้ำหนักไม่น้อยจะตามลงมา

“นี่ เดี๋ยวก่อน...” แต่ลิ้นสากๆ ชื้นๆ ที่ระดมเลียหลังหูจั๊กจี้จนแวมไพร์ต้องหัวเราะคิก

“อะไร เดี๋ยวก่อน” เขาเริ่มดิ้น และลิ้นนั้นยิ่งเลีย

“หยุด คิกๆๆๆ เล่นอะไรกันนะ ฮ่าๆๆๆ”

ตอนนี้นักล่าคร่อมทับเขาอยู่ทั้งตัว และแวมไพร์ที่ปกติเคร่งขรึม ก็นอนดิ้นไปมาหัวเราะคิกคักอยู่ใต้ร่างนั้น แน่นอน เจ้าหมาใหญ่ยังไม่หยุดจักจี้เขาด้วยลิ้น และหางของมันแกว่งอย่างสนุกสนานเชียวหละ





ซึงฮยอนปล่อยตัวเองให้ดิ้นและหัวเราะอย่างเต็มที่ เขารู้สึกเหมือนหลุดออกจากวงโคจร หลุดออกจากชีวิตของแวมไพร์ที่ไร้ชีวิต เขาแทบจะรู้สึกถึงเลือดที่พุ่งขึ้นไปยังพวงแก้มจนมันปริและร้อนผ่าว เขารู้สึกถึงความสุขที่เต็มตื้นขึ้นมาพร้อมกับเสียงหัวเราะ

ซึงฮยอนพลิกตัวนอนหงาย แขนยาวยกขึ้นโอบคอเจ้าหมาใหญ่ที่ยังเลียไม่หยุด ก่อนจะดึงมันลงมากอดแน่นๆ น่าแปลก ที่ยองเบยอมโดยดี เขาได้ยินเสียงมันหอบแฮ่กๆ อยู่ข้างหู ซึงฮยอนซบหน้ากับขนหนาสีพระจันทร์วันเพ็ญ

“ขอบคุณนะยองเบ.... ฉันเชื่อใจนาย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันจะเชื่อใจนาย...”




ทั้งสองรู้สึก ความผูกพันของพวกเขาก้าวข้ามไปยังอีกขั้นหนึ่งแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

End special….